การดำเนินนโยบายแบบ “กาลาคติกอส” ในเกมฟุตบอล กับความเสี่ยงที่รอวันถูกโค่นล้ม

มันเป็นเหมือนกับว่ากลายเป็นวัฒนธรรมไปแล้ว กับการไล่ล่าซื้อตัวนักเตะที่ทำผลงานได้ดีของทีมยักษ์ใหญ่ของยุโรป โดยเฉพาะกับทีมอย่าง “เรอัล มาดริด” ที่มีทุนทรัพย์หนามาตั้งแต่อดีต กับสิ่งที่พวกเขาเรียกมันว่า “กาลัคติกอส” ซึ่งเป็นคำในภาษาสเปนที่หมายถึงสิ่งที่เกี่ยวข้องกับดาราจักร ความยิ่งใหญ่ของอวกาศ ดวงดาว ซึ่งมันก็เป็นคำที่เอามาเรียกแทนในวงการฟุตบอลที่เปรียบเสมือนนักฟุตบอลเก่งๆดังๆนั้นเป็นดวงดาว ซึ่งสโมสรต้องการจะรวบรวมดวงดาวเหล่านี้มารวมกันไว้ให้เป็นดาราจักรหรือกาลาคติกอสนั่นเอง จริงๆแล้วคำนี้มันเพิ่งมาเกิดกับเรอัล มาดริด ในยุคที่มีประธานบริหารชื่อ “ฟลอเรนติโน่ เปเรซ” เมื่อใดที่เอ่ยชื่อกาลาคติกอสออกมามันก็จะเป็นเสมอกับสิ่งที่แฟนบอลจะต้องนึกถึงกับนโยบายการทำทีมของผู้บริหารคนนี้ เพราะนโยบายการกว้านซื้อนักเตะชื่อดังมาร่วมทีมราชันชุดขาวนั้นเริ่มเกิดเมื่อเปเรซเข้ามาบริหารสโมสรนั่นเอง

 

แล้ววัฒนธรรมกาลาคติกอสนี้เกิดขึ้นมาตั้งแต่ช่วงไหน คำตอบก็น่าจะเริ่มมาตั้งแต่ยุคปี 2000 เป็นต้นมา หลังจากเปเรซเข้ามาบริหารทีมเรอัล มาดริด เขาก็เริ่มที่จะคิดสร้างสิ่งที่ยิ่งใหญ่ โดยเปเรซไม่ได้มัวไปสร้างระบบเยาวชนหรืออะไรทำนองนั้น แต่เขาเลือกจะทุ่มเงินก้อนโตไปกับการซื้อตัวนักเตะดังๆมาร่วมทีมให้มากที่สุด เพราะนั่นน่าจะเป็นหนทางที่ทำให้ทีมประสบความสำเร็จมากที่สุด เพราะอย่างที่รู้ๆกันคือยุคนั้นเป็นยุคที่บาร์เซโลน่าครองความยิ่งใหญ่ พวกเขามีศูนย์ฝึกเยาวชนอย่าง “ลา มาร์เซีย” มีนักเตะอย่างไคลเวิร์ท, ไรจ์การ์ด, กุลลิท และส่งต่อความสำเร็จกนมาเรื่อย หนทางที่จะทำให้เรอัล มาดริดกลับมาผงาดได้อย่างรวดเร็วอีกครั้งก็มีแต่ต้องซื้อนักเตะรับเก่งๆของโลกมาไว้ในทีมเท่านั้น เริ่มจากการซื้อตัว “หลุนส์ ฟิโก้” ซึ่งเปรียบเสมือนหัวใจหลักของบาร์เซโลน่า ตามมาด้วย “ซีเนดีน ซีดาน” กองกลางที่ดีที่สุดในเวลานั้น “โรนัลโด้” ศูนย์หน้าดาวยิงที่ค้าแข้งอยู่ในเซเรีย อา และยิงประตูได้ถล่มทลาย, ไมเคิล โอเวน ไอ้หนูมหัศจรรย์แห่งแอนฟิลด์, เดวิด แบ็คแฮม ปีกจอมปั่นฟรีคิกจากปิศาจแดง, โรแบร์โต้ คาร์ลอส แบ็กซ้ายที่ดีที่สุดในโลกเวลานั้น ยังไม่รวมทั้งราอูลและการ์ซิยาสที่เป็นของเดิมอยู่แล้ว และนั่นคือยุคแรกรเมของกาลาคติกอส

 

นับจากนั้นเป็นต้นมา เรอัล มาดริด ภายใต้การบริหารงานของเปเรซก็ดำเนินนโยบายในทีมมาด้วยแนวคิดนี้ตลอด พวกเขาไม่มัวไปสนใจกับเรื่องที่จะวางรากฐานอะไรทั้งสิ้น ก็แค่ทำในส่วนนั้นให้ดีขึ้นนิดหน่อยแบบปีต่อปี ทำให้หลายๆทีมในยุโรปจึงเริ่มมาเอาแบบอย่างการบริหารงานแบบนี้ จนปัจจุบันฟุตบอลก็กลายมาเป็นธุรกิจมากขึ้น นักลงทุนยอมจ่ายเพื่อซื้อความสำเร็จ ซื้อชื่อเสียงมาสู่ทีม ทั้งบาร์เซโลน่า, ปารีส แซงต์ แชร์กแมง, แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด, แมนเชสเตอร์ ซิตี้, เชลซี และอีกหลายทีมที่พยายามจะนำแนวคิดนี้มาใช้ กลุ่มนักลงทุนที่เข้ามาต่างก็หวังผลประโยชน์ในธุรกิจการกีฬามากขึ้นเพราะมีเงินหมุนเวียนในธุรกิจนี้กว่าหลักหลายพันล้านยูโร ในมุมหนึ่งแฟนบอลบางคนก็อาจแย้งว่าการที่ทีมใหญ่ๆทำแบบนี้ มันจะเป็นการครองอำนาจอยู่ฝั่งเดียวหรือเปล่า ทีมเล็กๆคงไม่ได้เกิด แต่มองกลับกัน มันอาจเป็นจุดเริ่มต้นให้เกิดการแข่งขันระหว่างสองฝั่ง คือทีมใหญ่ที่เล่นด้วยเงินและทีมเล็กที่เล่นด้วยใจ เราไม่สามารถบอกได้หรอกว่าทีมใหญ่จะประสบความสำเร็จเสมอไป สักวันหนึ่งมันอาจจะล้ม เหมือนยักษ์ที่ถูกฆ่าด้วยแจ๊ค และนั่นแหละคือเสน่ห์ของกีฬาฟุตบอล

ใส่ความเห็น