ชัยชนะเกมแรกที่ธูวันนาของทัพช้างศึก “ทีมชาติไทย”

12524392_1518486098459495_3819120030581794657_n

 

ทัพช้างศึก “ทีมชาติไทย” ยังคงโชว์ฟอร์มได้สมกับราคาคุย และสมศักดิ์ศรีของว่าที่เต็งแชมป์ของฟุตบอลรายการ “เอเอฟเอฟ ซูซูกิ คัพ” หรือฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติอาเซียน หลังจากเมื่อเย็นวานนี้ (4 ธันวาคม) สามารถบุกไปเอาชนะเมียนมาร์ ทีมคู่ปรับตลอดกาลได้ถึงภิ่นที่สนามธุวันนา สเตเดี้ยม ในเมื่องย่างกุ้ง 0-2 ครองความได้เปรียบในเกมแรกมาอยู่ฝั่งเราได้ก่อนแบบไร้ข้อสงสัย และยังคงเป็นศูนย์หน้าเบอร์หนึ่งของทีมชาติไทยสำหรับ เจ้ามุ้ย “ธีรศิลป์ แดงดา” ที่จัดการซัดไปคนเดียวสองประตูในเกมนั้น ยิ่งตอกย้ำถึงศักยภาพการเป็นดาวยิงเบอร์หนึ่งของภูมิภาคอาเซียนได้อย่างไร้ข้อกังขาใดๆอีกต่อไป และเกมที่สองจะกลับมาเตะกันที่ประเทศไทยในวันที่ 8 ธันวาคมนี้ ที่สนามราชมังคลากีฬาสถาน

 

โดยในเกมนี้ทัพช้างศึกไทย เปลี่ยนการจัดกระบวนทัพทัพมาในระบบ 4-4-1-1 โดยตัดสินใจทิ้ง “เจ้ามุ้ย” ธีรศิลป์ แดงดา ไว้เป็นหน้าเป้าเหมือนเคย และหน้าต่ำเป็น “เมสซี่เจ” ชนาธิป สงธ์กระสินธ์ ขณะที่คู่กลางเป็นสารัช อยู่ เย็น จับคู่กับ ปกเกล้า อนันต์ และปีกสองข้างเป็นเกริกฤทธิ์กบทริสตอง โด โดยตั้งแต่เริ่มเกมก็เห็นได้ชัดว่าทีมชาติไทยเปนฝ่ายที่ครองบอลได้มากกว่า และสามารถคุมโมเมนตัมของเกมไว้ได้ทั้งหมด แม้จะมีจังหวะผิดพลาดอยู่บ้างประปรายให้เมียนมาร์ได้เสียว แต่ปราการด่านสุดท้ายอย่างกวินทร์ ธรรมสัจจานันท์ก็ยังไม่พลาด จนไทยมาได้ประตูออกนำไปก่อนในนาทีที่ 23 จากเจ้ามุ้ย ที่ส่งลูกไปกองก้นตาข่ายได้อย่างเหนือชั้น

 

หลายๆจังหวะทีมชาติไทยในเกมนี้เล่นกันได้สวยงาม เราเห็นการต่อ, เคาะบอล ซึ่งเป็นเอกลักษณ์เด่นของทีมชุดนี้อยู่แล้ว และการพยายามเข้าทำจากริมเส้นในเกมนี้ถือว่าโดดเด่นใช้ได้ไม่เหมือนเกมก่อนๆ หลังจากมาได้ประตูที่สองในนาทีที่ 54 จากธีรศิลป์คนเดิม  ซึ่งเป็นการตอกย้ำคลาสบอลว่าเมียนมาร์ยังห่างกับเราอีกเยอะ ทว่าในเกมเราคุมเกมได้หมด แต่สิ่งที่ยังต้องปรัปรุงคือจังหวะจบสกอร์ที่ควรเด็ดขาดกว่านี้ในหลายๆจังหวะ เราใช้โอกาสเปลืองเกินไป และปฏิเสธไม่ได้ด้วยว่าสองลูกที่เราได้มาก็เป็นเพราะความสามารถเฉพาะตัวของเจ้ามุ้ย แต่หากเกมใดทีมชาติไทยไร้ธีรศิลป์เล่า ? เราจะยังสามารถเอาชนะคู่แข่งได้หรือไม่ นี่คือการบ้านที่โค้ชซิโก้คงต้องเก็บไปคิด

ใส่ความเห็น